ข้อมูลความรู้ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ งานฝ่ายบุคคล HR HRM
  • Home
Follow

ความสำคัญของการบริหารงานบุคคลในอนาคต

Feb13
2012
Written by author

การบริหารงานบุคคลนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนแรก และเป็นเรื่องราว ที่มีเทคนิควิธีการที่จำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้ได้ผลในแง่ของประสิทธิภาพของการใช้พนักงานในทางการผลิตความสำคัญของงานด้านการบริหารงานบุคคลในองค์การ ในปัจจุบันนับว่าได้มีขอบเขตที่กว้างขวางและมีความหมายที่มีคุณค่ามากกว่าแต่ก่อน จนกระทั่งได้มีการใช้ชื่อใหม่ที่มีความหมายกว้างและลึกซึ้งกว่าว่าเป็นเรื่องราวทางด้านการจัดการที่เกี่ยวกับทรัพยากร มนุษย์ (Human Resource Management) ๆซึ่งมีความพยายามที่จะให้ตระหนักถึงความสำคัญและ ความจำเป็นที่จะสนใจปัจจัยทางด้านทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีคุณค่าที่สุดทางการผลิตและ ในการดำเนินงานของค์การ ซึ่งมีผลต่อสังคมและมนุษย์ในสังคมที่จะอยู่ดีกินดียิ่งขึ้น การจัดการทรัพยากรมนุษย์นับว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทุกฝ่าย ซึ่งนอกจากจะมุ่งเน้นว่าองค์การจำเป็นจะต้องมีผู้บริหารงาน บุคคลที่เป็นผู้ชำนาญการทางด้านเทคนิคเข้ามาดำเนินการแล้ว ความสำคัญที่ยิ่งยวดกว่าและมีผลเท่าทวีกว่านั้นก็คือความรู้จักและรับผิดชอบของหัวหน้างานหรือผู้บริหารในฝ่ายปฏิบัติทุกคนที่นอกเหนือ ไปกว่าผู้ชำนาญการด้านบุคคลที่จะต้องเข้าใจวิธีการจัดการทรัพยากรมนุษย์ให้ถูกต้อง ผลรวมที่จะได้ จากการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในความหมายของการบริหารงานบุคคลที่ถูกต้อง จึงจะปรากฏเห็นได้ อย่างแท้จริง ดังนั้นการบริหารงานบุคคลในสมัยปัจจุบัน จึงมิได้หมายความถึงการเป็นหน้าที่ของการเป็นผู้ชำนาญการด้านการบริหารงานบุคคลหรือฝ่ายการพนักงานเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องเกี่ยวพันกัน

ที่ผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติย่อมอยู่ที่นํ้าหนักความสำคัญของ Line Manager หรือผู้บริหารในทางปฏิบัติทุกคนที่ต้องมุ่งปฏิบัติเรื่องนี้ให้ได้ผลมากที่สุดเท่าที่พึงจะทำได้

 

แนวโน้มของวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้นับว่าปรากฎชัดแจ้งขึ้นในสังคมปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะปัญหาอันสืบเนื่องมาจากกรณีต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นในภาวะแวดล้อมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ดังจะสรุปเป็นปัจจัยสำคัญเป็นข้อ ๆ ดังนี้ คือ

1.  ประเภทแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือแรงงานในปัจจุบันถ้าหากพิจารณาให้ถ่องแท้จะเห็นว่าประกอบด้วยแรงงานสตรีเป็นจำนวนมาก รวมตลอดจนถึงปัญหาแรงงานที่เป็นวัยเด็กต่าง ๆ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการมีลักษณะประเภทของพนักงานที่จะต้องบริหารให้ถูกต้องเพื่อให้เกิดผลดีในการทำงาน ตลอดจนคุณภาพของผลผลิตพร้อม ๆ กับชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพของคนงานด้วย ปัญหาส่วนใหญ่ที่มุ่งเน้นและแก้ไขก็คือการพยายามจัดให้มีการพัฒนาองค์การเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหญิงและชายเพื่อจะให้มีโอกาสในการก้าวหน้า ในทางปฏิบัติในบางครั้งการจัดสถานที่ดูแลบุตร หรือการให้สวัสดิการด้านโรงเรียน ก็เป็นสิ่งช่วยลดความตึงเครียดของทั้งสามีและภรรยาที่เกี่ยวกับการดูแลเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน

2.  คุณภาพของชีวิตของผู้ใช้แรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป จะเห็นได้ว่า คุณภาพของชีวิตในปัจจุบันได้ถูกบั่นทอนลงหลายประการ อันสืบเนื่องมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น เงินเฟ้อ สภาพแวดล้อมเป็นพิษ การมีประชากรหนาแน่นเกินไป การมีอาชญากรรมตลอดจนความตึงเครียดและความวุ่นวายสับสนของชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาขององค์การซึ่งจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเพื่อให้ปัญหาลุล่วงไปด้วยดี ฝ่ายจัดการจึงต้องมุ่งพยายามที่จะหาวิธีที่จะลดความสับสนวุ่นวาย เท่าที่จะทำได้ เพื่อจะให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น อาจจะกล่าวได้ว่าในสังคมไทยนั้นด้วยภาวะเศรษฐกิจ ที่ตกตํ่าที่ค่าจ้างแรงงานที่ตํ่ามาก และการถีบตัวของภาวะการครองชีพนับเป็นความล้มเหลวของโครงการเศรษฐกิจที่ได้มีส่วนทำลายให้ชีวิตความเป็นอยู่มีมาตรฐานตํ่าและเลวลงกว่าเดิมเป็นอันมาก ซึ่งการทำงานของภรรยาในการช่วยหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว ได้มีภารกิจที่เท่าเทียมกับสามีเพื่อระดับของการอยู่รอดขั้นตํ่า ซึ่งส่งผลกระทบให้ชีวิตครอบครัวเป็นชีวิตที่แตกกระจายที่ไม่มีการดูแล กัน อันเป็นผลทำให้ขาดความอบอุ่น ซึ่งกระทบต่อการอบรม และการให้ความอบอุ่นแก่บุตรหลาน และบางครั้งก็อาจเลวลงกว่านั้น แม้แต่เด็กที่เป็นสมาชิกของครอบครัวก็ต้องออกมุ่งหางานทำด้วย แนวความคิดเรื่องค่าจ้างขั้นตํ่าย่อมเป็นพื้นฐานที่ควรจะได้รับการวิเคราะห์จากข้อเท็จจริงตลอดเวลา สภาพของการทำงานตลอดจนวิธีการสัญจรไปมา เรื่องจราจรติดขัดก็เป็นปัญหาอย่างยิ่งที่ทำให้บั่นทอนชั่วโมงของการที่จะได้มีการพักผ่อนให้ต้องอยู่ในภาวะตึงเครียด จนกระทั่งไม่มีเวลาแม้แต่จะพักผ่อนในขั้นตํ่าหรือการมีโอกาสจัดหาจัดเตรียมอาหารภายในบ้าน นอกจากนี้สำหรับผู้มีรายได้ตํ่าหรือ มีภารกิจความรับผิดชอบที่สูง การทำล่วงเวลาเกินเหตุผลก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้ชิวิตความเป็นอยู่ของสังคมเลวลง ปัญหาเรื่องของการบริหารพนักงานที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีมาตรการพิเศษที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุงตลอดเวลา เช่น การให้โอกาสโยกย้ายไปทำงานในแหล่งสาขาที่ใกล้บ้าน จัดสิ่งอำนวยความสะดวกบางประการ การช่วยลดภาระโดยการให้มีโรงเรียนของแหล่งของผู้อาศัยที่จัดเป็นกลุ่มก้อน ตลอดจนแม้แต่การให้ค่าจ้างเพิ่มและช่วยให้มีการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพในทางการผลิตดีขึ้นให้พร้อมกัน ก็เป็นสิ่งที่นับว่าเขนภารกิจที่ท้าทายความสามารณเละความมีคุณค่าที่แท้จริงของผู้ บริหารบุคคลและผู้บริหารทุกหน่วยงานที่รออยู่แล้ว

3.  ปัญหาด้านการขาดแคลนพลังงาน นับว่าเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบเกี่ยวโยงกับเรื่องการเดินทาง ซึ่งการจัดสวัสดิการ ตลอดจนการให้บริการเดินทางต่าง ๆ นับเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้ความอนุเคราะห์

4.  ปัญหาเรื่องเวลาของการทำงาน อาจกล่าวได้ว่าเวลามาตรฐานที่ทำงานทั่วไป 8-9 ชั่วโมงนั้น นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามในสภาพที่ปัญหาสภาพแวดล้อมภายนอก แก้ไม่ตกนั้น การมีจำนวนชั่วโมงในเวลาสำนักงานที่กำหนดไว้สูงก็มิได้ช่วยมากนักในเรื่องผลผลิต และกลับไม่คุ้มกับการปิดโอกาสแก่พนักงานที่จะได้จัดแจงเรื่องราวทางชีวิตครอบครัว โดยเฉพาะในตอนเย็นระหว่าง 16.30น. ถึง 17.00น. ซึ่งในครึ่งชั่วโมงนี้ หากได้จัดเวลาถูกต้อง การมีโอกาสที่จะจัดเตรียมอาหารในบ้าน และให้มีเวลารับบุตรธิดากลับบ้านก็ย่อมเป็นสิ่งที่ช่วยได้และคุ้มค่ากว่า ใน ต่างประเทศจึงได้มีการพิจารณาแก้ไขสิ่งเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษ ที่เรียกว่า Flexitime

และในวงการวิชาการก็มีระบบ Sabbaticals

5.  ว่าด้วยการจ่ายตอบแทน ในเรื่องนี้นับว่าสำคัญที่สุดโดยเฉพาะแบบของการจ่ายตอบแทน ซึ่งโดยปกตินับว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญ อย่างไรก็ตามการมีระบบและแบบของการจ่ายที่ถูกต้องนั้น ไม่แน่นอนเสมอไปว่าการที่สูงกว่าจะให้ได้ผลที่สูงกว่า ความถูกต้องย่อมอยู่ที่การดำเนินงานในแง่ต่าง ๆ ที่ควรจะได้มีการพิจารณาจัดขึ้นให้เหมาะสมกับความต้องการของพนักงานทั้งในแง่ผลประโยชน์ตอบแทนและผลประโยชน์อื่น ๆ รวมตลอดถึงการให้บริการช่วยเหลือที่เกี่ยวกับการให้ความมั่นคงและความปลอดภัย

6.  ปัจจัยที่เกี่ยวกับเครื่องจักรสมองกลที่มีผลกระทบ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการใช้คอมพิวเตอร์เข้าประกอบในการดำเนินธุรกิจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับว่าได้ก้าวหน้าอย่างมากซึ่งคาดหมายต่อไปได้ ว่าจะมีการก้าวหน้าต่อไปอีกในอัตราที่รวดเร็วกว่าวิทยาการด้านนี้ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะของการทำงานของพนักงาน ซึ่งความคิดความเข้าใจตลอดจนการออกแบบงานสำหรับให้เหมาะสมกับคนให้มากยิ่งขึ้น นับเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการในซีกของการพนักงานทั้งในแง่ของการ ให้การอบรมเพิ่มเติมตลอดจนการเพิ่มความรู้ให้กับพนักงานหลายด้านให้กว้างขึ้น เพื่อที่จะได้มีขอบเขตการทำงานในเนื้อหางาน เพื่อแลกกับสิ่งที่เครื่องจักรสมองกลได้เข้ามาช่วยทดแทนแรงงาน

7.  ความเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจ การผันผวนขึ้นลงของภาวะเศรษฐกิจได้มีผลกระทบต่อปัญหาแรงงานเป็นอย่างมาก แรงงานในภาคอุตสาหกรรมโดยแท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ในทางการผลิต แต่ในแรงงานทางภาคเกษตรกรรมกับต้นทุนค่าตอบแทนที่มิได้ถูกพิจารณาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย สภาพกลับเป็นไปในรูปของการอยู่รอด และการหาวิธีเอาตัวรอดด้วยตนเอง โดยไม่มีการช่วยเหลือจากฝ่ายใด ดังนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องทำให้ได้ผลโดยเฉพาะในการผลิตไม่ว่าในภาคของเกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรม ล้วนแต่มีความสำคัญควบคู่ที่จะต้องมีคุณภาพจากการประสาน การบริหารงานบุคคลจากทุกจุดทุกประเภท ทุกขอบเขตของการผลิตทั้งทางเกษตรกรรมที่จะต้องเสริมสนับสนุนขึ้นมาพร้อมกันทั้งประเทศ

Posted in Uncategorized - Tagged การบริหารงานบุคคล, การบริหารงานบุคคลในอนาคต, การบริหารบุคคลในอนาคต

หลักวิธีในการทำประเมินผลหน้าที่การงาน

Feb13
2012
Written by author

George Odiorne ได้ให้ข้อเสนอแนะหลักวิธีที่จะได้ทำการประเมินผลพนักงานไว้ 5 ประการ

คือ

1.  การใช้วิธีเลียนแบบ (copy) จากบริษัทที่ประสพความสำเร็จในแผนงานด้านบริหารงานบุคคลอย่างดี วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นคือ การใช้วิธีจัดทำ checklist หรือรายการที่จะตรวจสอบเทียบสิ่งที่ได้จัดทำขึ้น โดยเลียนแบบจากองค์การที่ประสพผลสำเร็จอย่างดีมาก่อนแล้ว

2.  การใช้ผู้ชำนาญการที่ปรึกษาจากภายนอก (consultant) เข้ามาตรวจสอบ ซึ่ง ผู้ชำนาญการที่เป็นผู้ปรึกษาเหล่านี้ ส่วนใหญ่มักจะมีแบบมาตรฐานและวิธีการดำเนินการเช่นเดียว

กับวิธีแรก นั่นคือ การดำเนินการตรวจสอบจาก checklist ที่คิดว่าเป็นจุดที่สำคัญที่จัดทำไว้อย่างดี เพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบตรวจดูในบริษัท เพื่อที่จะเสนอแนะที่เกี่ยวข้องแต่ละจุดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล

3.  วิธีการวัดผลเปรียบเทียบเกณฑ์ถัวเฉลี่ยในแง่ต่าง ๆ หรือวิธีนี้อาจเรียกว่า Sta­tistical Approach ซึ่งจะมีวิธีการคิดคำนวณ Ratio ต่าง ๆ และเปรียบเทียบกับ Ratio ขององค์การ ที่เป็นเกณฑ์ของถัวเฉลี่ย ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับตัวเกณฑ์ถัวเฉลี่ยประการสำคัญที่สุดคือ เกณฑ์ถัวเฉลี่ยที่นำมาใช้นั้นถูกต้องเพียงใด ซึ่งถ้าว่าโดยเท็จจริงแล้ว วิธีนี้ก็ไม่น่าเป็นวิธีที่ถูกต้องนัก เหตุผล เพราะเท่ากับเป็นการใช้วิธีเหวี่ยงแหเปรียบเทียบกับองค์การขนาดใหญ่ ซึ่งอาจมีปัญหาไม่เหมือนกัน หรือลักษณะไม่เหมาะสมที่จะเทียบกันก็ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการวิเคราะห์แยกกลุ่มขององค์การที่ใกล้เคียงกัน และต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของ Ratio ที่จะนำมาใช้ด้วย

4. วิธี Compliance หรือนั่นก็คือวิธีการพิจารณาจากแง่ของกฎหมายเป็นเกณฑ์ คือจะทำการประเมินโดยมีการประเมินเรื่องราวที่เกี่ยวกับนโยบายพนักงานระเบียบวิธีการปฏิบัติ และกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ว่ามีความถูกต้องเพียงใดในสิ่งที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ ในเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่กระทำได้ไม่ง่ายนักในสังคมของประเทศกำลังพัฒนาที่กฎหมายแรงงานยังล้าสมัยและอยู่ในขั้นของวิวัฒนาการ แต่ก็เป็นวิธีที่ใช้ได้ในประเทศที่กฎหมายเกี่ยวกับการพนักงานและแรงงานมีกำหนดเอาไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามกิจกรรมย่อยหลายประการทางด้านการบริหารงานบุคคลมักจะไม่อาจวัดได้หรือตรวจสอบได้ด้วยการใช้วิธีดังกล่าวนี้

5. วิธีสำคัญที่ Odiorne ได้เสนอแนะไว้ก็คือการใช้วิธีการประเมินผลตามวัตถุประสงค์ หรือวิธี Management by Objectives Approach วิธีนี้ให้ข้อเสนอแนะว่าหน้าที่ทุกประการตลอด จนเป้าหมายของการทำงานของทุกกลุ่ม ควรจะมีการแบ่งแยก เพื่อวิเคราะห์ในทัศนะต่าง ๆ กัน เช่น การวิเคราะห์ผลสำเร็จในแง่ของการปฏิบัติเป็นงานประจำ การวิเคราะห์เป้าหมายความสามารถในการแก้ไขปัญหา และการวัดเป้าหมายที่เกี่ยวกับการคิดค้นสร้างสรร ซึ่งถ้าหากได้มีการทำเช่นนี้แล้ว ก็จะช่วยส่งเสริมให้พนักงานได้มุ่งสนใจทั้งในแง่ของเชิงคุณภาพและปริมาณของงานที่มุ่งหวังจะทำให้ ได้ถึงเป้าหมายประการต่าง ๆ รวมถึงการสนใจดูถึงกิจกรรมย่อยและในรูปของหน่วยงานด้วย ซึ่งพร้อมกันนั้นในเชิงของการพิจารณาของฝ่ายนายจ้างหรือในแง่ของบริษัท การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และการจัดกิจกรรมตลอดจนแผนงานด้านการบริหารงานบุคคลที่มุ่งสนใจถึงวัตถุประสงค์ของแต่ละ โครงการก็ย่อมจะช่วยให้มีทัศนะที่กว้างและมีคุณค่าในการดำเนินการ ตลอดจนเป็นไปในทางสร้างสรรมากกว่าการถือเกณฑ์วัดเพื่อเป็นการตรวจสอบในเชิงปริมาณเท่านั้น

ในวิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการประเมินผลหน้าที่การพนักงาน อาจจะกล่าวได้ว่าวิธีการทางสถิตินับ เป็นวิธีที่สำคัญยิ่งที่มีการใช้เป็นอย่างมากในองค์การทั่วไป นั่นคือการมุ่งพยายามวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานในองค์การโดยสถิติและวิเคราะห์ให้เป็นเครื่องชี้ถึงการเป็นปัญหา วิธีวิเคราะห์ทางสถิตินี้นับได้ว่ามีวิธีวิเคราะห์คิดคำนวณที่สมบูรณ์และดีกว่าการใช้ checklist หรือการตรวจสอบเป็นรายการ กล่าวคือ สถิติต่าง ๆ จะถูกรวบรวมมาและอาจจะมีการนำมาคิดคำนวณ วัดผล ซึ่งย่อมเป็นที่แน่นอนว่าตัวเลขที่คิดคำนวณออกมาได้ จะมิใช่การชี้ถึงปัญหาทั้งหมด แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยชี้ขนาดของปัญหาให้เห็นได้ง่าย และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ เรื่องราวและลักษณะรายละเอียดที่เกี่ยวข้องได้ในภายหลัง

ตัวอย่างของการใช้ Ratio และการวิเคราะห์ทำนองนี้ ปรากฏดังตัวอย่างของตามรายการข้างล่าง หรือที่เรียกว่า Personnel Evaluation Ratios(1) หรือ (อัตราส่วนเครื่องชี้การประเมินงานทางด้านพนักงาน) ซึ่งประกอบด้วย

1.  Effectiveness Ratio อัตราส่วนแสดงกึงสมรรถภาพที่มีอยู่

ก. อัตราส่วนของจำนวนพนักงานทั้งหมดต่ออัตราส่วนของผลผลิต ซึ่งชี้ให้เห็นเป็นเกณฑ์ทั่ว ๆไปได้

 

ข. ปริมาณหรือจำนวนยอดขายต่อพนักงานหนึ่งคนของทั้งบริษัท หรือของแต่ละหน่วยงานที่แยกเป็นอิสระ

ค. จำนวนหน่วยที่ผลิตได้ต่อพนักงานที่ทำงานในแต่ละชั่วโมงที่คิดคำนวณจากทั้งบริษัทหรือของหน่วยงาน

ง. อัตราการสูญเสียของวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิตต่อหน่วยของบริษัท

จ. การวัดต้นทุนค่าใช่จ่ายด้านเงินเดือนค่าจ้างของหน่วยงานโดยคิดคำนวณตามจำนวนของพนักงาน แต่ละระดับชั้น

 

2.  อัตราที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ (accident ratio)

ก. จำนวนความถี่ของอัตราอุบัติเหตุขององค์การทั้งหมดหรือของหน่วยงาน

ข. จำนวนชั่วโมงที่สูญเสียเนื่องจากมีอุบัติเหตุ

ค. การจ่ายตอบแทนต่อเป็นชั่วโมงของการทำงาน สำหรับกรณีเกิดอุบัติเหตุ

ง. ชนิดของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

จ. ประเภทของอุบัติเหตุตามประเภทของการบาดเจ็บของแต่ละส่วนของร่างกาย

ฉ. ต้นทุนถัวเฉลี่ยของอุบัติเหตุตามส่วนของร่างกายที่เกี่ยวข้อง

3. Organizational Health Ratio หรืออัตราส่วนสุขภาพขององค์การ

ก. จำนวนของข้อร้องทุกข์ที่ยื่นมาทั้งหมด

ข. จำนวนของข้อตกลงพิพาท โดยอนุญาโตตุลาการที่ไม่อาจตกลงกันได้

4.  อัตราเข้าออกและการขาดงาน (Turnover and Absenteeism)

([1]) W.Rabe, “Yardstick for Measuring Personnel Department Effectiveness”, Personnel (JAN.-FEB. 1967) pp. 56-62

ก. Attendance คือความสมํ่าเสมอในการเข้าทำงาน Tardiness คือความเหนื่อยเมื่อยล้า และ overtime คือการทำงานล่วงเวลา ซึ่งเปรียบเทียบตามหน่วยงานและวัดว่ามีวิธีการในการดำเนินการ เกี่ยวกับการใช้กำลังคนที่ถูกต้องเพียงใด

ข. จำนวนอัตราพนักงานลาออกต่อหน่วยงานหรือองค์การทั้งหมด

5. Employment Ratio (อัตราการว่าจ้าง)

ก. การให้ลาพักผ่อนคิดเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ของพนักงานที่มีอยู่

ข. จำนวนวันลาป่วยที่ให้เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของจำนวนวันทำงานของพนักงาน

ค. การให้ลาเนื่องจากการเกณฑ์ทหาร การพักรักษาตัว การลาศึกษาต่อ การลากิจส่วนตัว เทียบกับพนักงาน 100 คน

ง.การวัดการกระจายของพนักงานตามการว่าจ้างตามลำดับอายุ

จ. การกระจายเพื่อพิจารณาดูพนักงานแยกตามจำนวนปีที่ได้ทำงานในองค์การ

ฉ. การกระจายพนักงานตามเพศ เชื้อชาติ สัญชาติ และศาสนา

ช. การกระจายพนักงานระดับบริหารแยกตามอายุและประเภท

ซ. อายุถัวเฉลี่ยของแรงงาน

ฌ. อายุถัวเฉลี่ยของนักบริหาร

ซึ่งเกณฑ์การวัดที่สำคัญบางประการ จะได้กล่าวในที่นี้ คือ

1.  การประเมินอัตราการลาออก (Turnover) อัตราการลาออกหมายถึง จำนวนสุทธิของพนักงานเท่าที่มีอยู่ และที่เข้ามาในองค์การ อัตราการลาออกของพนักงานนี้ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญ ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านเสียค่าใช่จ่ายต้นทุนการว่าจ้างในการสรรหา ตลอดจนการลงโฆษณาเพื่อรับพนักงานซึ่งจะต้องมีค่าใข้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงเวลาในการให้สัมภาษณ์ ต้นทุนในการใช้สัมภาษณ์ ต้นทุนในการใช้ทดสอบ การเปลี่ยนแปลงในการเก็บบันทึกประวัติ และการเสียค่าใช่จ่ายในการช่วยเหลือพนักงานในการเข้าออก เช่น การย้ายที่อยู่รวมถึงการต้องเปลี่ยนแปลงหลักฐานบัญชีที่เกี่ยวกับการว่าจ้าง ซึ่งย่อมเป็นที่แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องสูญเสียสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือผลผลิตที่จะต้องสูญเสียเรื่อยไป จนกว่าพนักงานใหม่จะสามารถทำงานได้เท่ากับพนักงานเดิมที่ทำอยู่

 

อัตราการลาออกของพนักงานนี้ ในอีกแง่หนึ่งก็มิได้หมายถึงการสูญเสียแต่เพียงทางเดียว แต่บางครั้งการเสียพนักงานที่ด้อยประสิทธิภาพไป กลับเป็นผลดีที่ทำให้งานดีขึ้น

2.  การคิดคำนวณอัตราการขาดงาน การขาดงาน (absenteeism) หมายถึง ความล้มเหลวของพนักงานหรือการขาดที่ไม่ได้มีมาลางานในการทำงานตามกำหนดเวลา ส่วน Tardiness หรือ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า คือการขาดงานบางส่วน ซึ่งเป็นเหตุอันสืบเนื่องจากพนักงานมาทำงานสาย การขาดงานนับว่าเป็นปัญหาที่ทำให้ต้องเสียต้นทุนและเป็นสาเหตุความยุ่งยากในการดำเนินงาน การศึกษาเรื่องการขาดงาน ซึ่งจะพิจารณาดูต้นทุนของหน่วยงานที่ต้องสูญเสียไปต่อหน่วยของผลผลิต

 

วิธีคำนวณใช้ดังนี้ คือ จำนวน (วันที่พนักงานสูญเสียหรือขาดงานในช่วงระยะเวลาที่กำหนด)/(จำนวนพนักงานถัวเฉลี่ยXจำนวนวันทำงาน)X 100 หรือ (จำนวนชั่วโมงการขาดงาน/จำนวนของการทำงานรวม) X 100

3.  ข้อร้องเรียน (Complaint) หมายถึง ข้อความทั้งเชิงเขียนและการแจ้งด้วยวาจาเกี่ยวกับความไม่พึงพอใจ หรือวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อนักบริหาร ส่วนข้อร้องทุกข์ (grievance) หมายถึง ข้อร้องเรียนที่ซึ่งได้มีการยื่นเรื่องราวอย่างเป็นทางการโดยลายลักษณ์อักษรต่อฝ่ายจัดการหรือต่อฝ่ายเจ้าหน้าที่ของแรงงาน

4.  การสำรวจทัศนคติ (Attitude opinion survey) หมายถึง ชุดของข้อมูลที่เขียนขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยพนักงานซึ่งส่วนมากมักจะเป็นมติที่พ้องกันที่แสดงความรู้สึกในทัศนะของเขาที่มีต่องาน นโยบายของนายจ้างและวิธีปฏิบัติของนายจ้าง

Posted in Uncategorized - Tagged การประเมิน่ผลงาน, ประเมินผลงานพนักงาน, หลักการประเมินผลงาน

วิธีการประเมินผลกระบวนการพนักงาน

Feb13
2012
Written by author

หลังจากที่ได้มีการตกลงใจที่จะใช้การประเมินประสิทธิภาพของหน้าที่การบริหารงานบุคคล และการใช้ทรัพยากรมนุษย์ในองค์การแล้ว จะเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจว่าควรจะต้องทำอย่างไรด้วยการใช้มาตรการวัดอย่างไร หรือด้วยเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพอะไรบ้างจึงจะมีความเหมาะสม เกณฑ์ที่ใช้วัดอาจจะแบ่งกลุ่มได้ดังนี้ คือ

1.  การวัดผลงาน

ก. การวัดผลงานทั้งหมดของพนักงาน เช่น ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยผลผลิต

ข. การวัดต้นทุนของฝ่ายการพนักงาน และผลงานของฝ่ายการพนักงาน นั่นคือ ต้นทุนต่อพนักงานคนหนึ่งคนของแผนงานหรือโครงการบริหารงานบุคคลด้านต่าง ๆ

2.  การวัดความพึงพอใจของพนักงาน

ก. การวัดความพอใจเกี่ยวกับงานที่มีอยู่

ข. การวัดความพึงพอใจของพนักงานด้วยกิจกรรมทางด้านการพนักงาน เช่น การอบรม การจ่ายตอบแทน การให้ผลประโยชน์ และการพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานอาชีพ

3.  มาตรการทางอ้อมที่ใช้วัดประสิทธิภาพของพนักงาน

ก. อัตราการเข้าออก ลาออกของพนักงาน นั่นคือ การวัดอัตราการลาออกเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำลังแรงงานทั้งหมด และตามหน่วยงานสำหรับช่วงระยะเวลาต่าง ๆ

ข. การวัดการขาดงาน (absenteesim) นั่นคือ การวัดอัตราการขาดงานของพนักงาน โดยวัดเทียบกำลังแรงงานทั้งหมดและแยกตามหน่วยสำหรับระยะเวลาต่าง ๆ

ค. การวัดอัตราการสูญเสียของงานที่ทำ

ง. การวัดคุณภาพในกรณีอื่น ๆ

จ. การวัดอัตราคำขอย้ายของพนักงานที่ต้องการย้ายไปจุดอื่น

ฉ. การวัดจำนวนข้อร้องทุกข์ตามหน่วยงานและตามกำลังแรงงานทั้งหมดของระยะเวลาต่าง ๆ

ช. การประเมินความปลอดภัยและวัดอัตราอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

ซ. การวัดจำนวนข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงงานต่อพนักงานหนึ่งคนของระยะเวลาต่าง ๆ การวัดในกรณีต่าง ๆ เหล่านี้ หรือการใช้วิธีการวัดหลาย ๆ อย่างย่อมจะเป็นเครื่องชี้ถึงประสิทธิภาพและความมีสมรรถภาพของงานด้านการบริหารงานบุคคลหลาย ๆ แง่มุมด้วยกัน

Posted in Uncategorized - Tagged การประเมินผลงาน, ประเมินผลพนักงาน, วิธีการประเมินผลกระบวนการพนักงาน

การควบคุมประสิทธิภาพงานด้านการบริหารบุคคล

Feb13
2012
Written by author

การประเมินผลหน้าที่การพนักงาน หรือ “The Personnel Audit” หมายถึง ระบบการดำเนินงานที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่ออกแบบจัดทำเพื่อที่จะวัดต้นทุนและผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้จากการดำเนินงานในแผนงานด้านการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ และเพื่อที่จะใช้เปรียบเทียบสมรรกภาพ ตลอดจนประสิทธิภาพของผลงานที่ได้ทำไป หรือเทียบกับผลงานขององค์การอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และรวมถึงการตรวจสอบวัตถุประสงค์ขององค์การด้วย ในการประเมินผลหน้าที่การพนักงานนี้ วัตถุประสงค์จึงอยู่ที่

ก. เพื่อให้ทราบถึงคุณค่าและประโยชน์ของหน้าที่การบริหารงานบุคคลและงบประมาณ

ข. เพื่อปรับปรุงหน้าที่งานด้านการบริหารบุคคลโดยมีช่องทางที่จะลดกิจกรรมบางอย่างและเพิ่ม กิจกรรมบางอย่างเมื่อจำเป็น

ค. เพื่อให้ได้ข้อมูลข้อคิดเห็นที่ย้อนกลับจากพนักงาน และหัวหน้าผู้ควบคุมงานต่าง ๆ เกี่ยวกับความมีประสิทธิภาพของการปฎิบัติงานด้านการบริหารบุคคลด้านต่าง ๆ

ง. เพื่อให้ฝ่ายบริหารงานบุคคลได้นึกถึงประสิทธิภาพของตัวเองในการที่จะมีส่วนช่วยต่อความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์การ

ในการประเมินผลหน้าที่การบริหารงานบุคคลนี้ องค์การส่วนมากมักจะอาศัยการรวบรวมวิเคราะห์จากบันทึกและเอกสารการทำงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าบันทึกประวัติและบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการจัดเตรียมและจัดทำไว้ล่วงหน้าให้เป็นระบบที่ดีที่จะช่วยให้สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ได้

Posted in Uncategorized - Tagged การควบคุมประสิทธิภาพงานด้านการบริหารบุคคล, การบริหารบุคคล, ประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคล

วิธีการดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน

Feb13
2012
Written by author

วิธีการดำเนินการทางวินัย (Discripilnary Method)

การดำเนินการทางวินัยนั้น อาจจะมีวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันจากเบาที่สุดจนถึงแรงที่สุดดังนี้ คือ

การใช้เทคนิคโดยการให้คำปรึกษา วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในการดำเนินการทางวินัย นั่นคือ ผู้บังคับบัญชาจะอธิบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือพนักงานได้เข้าใจว่าการปฏิบัติผิด หรือฝ่าฝืนนั้นมีความสำคัญอย่างไร หรือมีผลกระทบต่อผลผลิตอย่างไร จากนั้นก็จะให้ข้อเสนอแนะ และว่ากล่าวตักเตือนที่ไม่ควรจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งในบางกรณีผู้บังคับบัญชาอาจจะย้ำหนักลงไปถึงการเตือนให้ทราบไปถึงขั้นของการจัดการให้ออกจากงาน ในกรณีของการให้คำปรึกษาแนะนำนี้จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดถ้าหากผู้บังคับบัญชาได้ตระหนักถึงความพยายามที่จะแก้ไขหรือปรับพถุติกรรม

ถ้าหากเป็นการผิดซ้ำสอง หรือมีการผิดที่หนักกว่าเดิม ผู้บังคับบัญชาก็จะกล่าวเตือนหรือให้ข้อแนะนำกับพนักงานอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้การต้องบันทึกสิ่งที่ได้ทำไปไว้ในประวัติ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งจำเป็น และถ้าการปฎิบัติผิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ การกล่าวคำคาดโทษหรือที่เป็นวาจาและลายลักษณ์อักษร ตลอดจนการให้ทำทัณฑ์บนไว้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ

ถ้าหากสิ่งที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของความไม่มีประสิทธิภาพทางการผลิตก็ควรจะได้มีการถามความเต็มใจของพนักงานที่จะย้ายไปจุดอื่นหรือไม่ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะพนักงานได้ถูกมอบหมายให้อยู่ในหน้าที่ที่ไม่ตรงกับความสามารถ หรืออาจจะเป็นเพราะมีนิสัยไม่ถูกกับผู้บังคับบัญชา หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะมีความจำเป็นต้องมีการอบรมเพิ่มเติม ส่วนการที่จะลดตำแหน่งขั้นด้วยการเลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งที่ตํ่ากว่ามักจะเป็นสิ่งที่พยายามหลีกเลี่ยงไมใช้

ถ้าหากให้คำปรึกษา การกล่าวตักเตือนไม่เป็นผลที่จะช่วยให้มีการเปลี่ยนพฤติกรรมและการโยกย้ายไม่อาจจะทำได้แล้ว ขั้นต่อไปที่มักจะกระทำก็คือ การดำเนินการทางวินัยที่ให้มีการปลดออก สำหรับกรณีซึ่งได้มีผลเสียหายอันเนื่องจากมีพฤติกรรมที่ผิดบกพร่องอย่างจงใจเท่านั้น แต่สำหรับกรณี ที่เบากว่า อาจจะมีการตัดเงินเดือนสำหรับช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรืออาจมีการปลดออกเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง คือ การให้พักงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน

สำหรับความผิดหรือการลงโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้น หรือรุนแรงที่สุดนั้นก็คือการเลิกจ้าง หรือการให้พนักงานลาออก ซึ่งนับว่าเป็นผลดีที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีต่อพนักงานอื่น ๆ และหัวหน้างาน การลงโทษขั้นสุดท้ายก็คือ การไล่ออก ซึ่งนับว่าเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดที่จะใช่เป็นเครื่องมือขั้นสุดท้าย หลังจากที่ไม่สามารถดำเนินการด้วยวิธีตามปกติให้เกิดผลได้แล้ว

การร้องทุกข์

การร้องทุกข์ (Grievance) หมายถึงข้อกรณีที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างลูกจ้างและฝ่ายจัดการเกี่ยวกับสภาพเงื่อนไขของการว่าจ้างต่าง ๆ โดยปกติข้อร้องทุกข์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมักจะเกิดขึ้น จากการไม่พึงพอใจหรือการรู้สึกว่าเกิดความไม่เป็นธรรม อันเกิดจากสภาพการทำงาน ซึ่งมักจะได้มีการนำเรื่องไปให้ผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายจัดการพิจารณาตัดสิน

ข้อร้องทุกข์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น สาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นจากสาเหตุต่อไปนี้ คือ

ก. ได้มีการเข้าใจผิดหรือตีความต่างกันเกี่ยวกับข้อสัญญาในการจ้างทำงานของฝ่ายลูกจ้างหัวหน้างาน และฝ่ายจัดการ

ข. เกิดจากการผิดข้อสัญญาในการว่าจ้าง

ค. มีการปฎิบัติผิดในข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงาน

ง. มีการปฎิบัติผิดและฝืนกฎระเบียบของการทำงาน หรือการปฏิบัติผิดอื่น ๆ

จ. ได้มีการพบว่า มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อพนักงานโดยฝ่ายจัดการ

อัตราของข้อร้องทุกข์นั้น อาจจะมีสูงขึ้นเมื่อพนักงานมีความไม่พึงพอใจหรืออาจมีปัญหาอื่น ๆ อันเกิดจากการทำงาน หรืออาจจะไม่ชอบพอแบบของการบังคับบัญชาของหัวหน้า หรืออาจจะเป็นผลมา จากภายนอกที่ตัวแทนแรงงานได้พยายามกล่าวอ้าง และหาเรื่องเกี่ยวกับร้องทุกข์เพื่อเป็นข้อต่อรองต่อ ฝ่ายจัดการ นอกจากนี้ข้อร้องทุกข์ต่าง ๆ ยังอาจเกิดขึ้นจากปัญหาในเรื่องของภาษาในข้อสัญญาในการว่าจ้าง หรืออาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาส่วนตัวของพนักงานก็เป็นได้ จากประสบการณ์ที่กระทรวงแรงงานของสหรัฐได้พบว่า บ่อยครั้งเกี่ยวกับการยื่นข้อร้องทุกข์ก็คือกรณีของการปฎิบัติผิดวินัยของพนักงาน การตัดสินเลื่อนขั้นโดยยึดถือตามอาวุโส หรือตัดสินให้ปลดออกจากงานโดยยึดถึอเกณฑ์ตามอาวุโส หรือร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมกับงานที่มอบหมายให้ทำ โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของฝ่ายจัดการ (management rights) ตลอดจนร้องทุกข์เกี่ยวกับการจ่ายตอบแทนและการให้ผลประโยชน์ต่าง ๆ

ระบบการแก้ไขปัญหาการร้องทุกข์

ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาร้องทุกข์มักจะเกี่ยวข้องกับขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อดำเนินการตามคำเรียกร้องของทางพนักงาน และในกรณีที่ได้มีข้อตกลงกับสหภาพแรงงาน ช่องทางและกลไกการแก้ไขเรื่องนี้ที่มักจะมีกำหนดไว้ด้วย

กระบวนการยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ที่ได้จัดไว้นี้ มีจุดมุ่งหมายและผลที่สำคัญ 3 ประการคือ

1.  การมุ่งพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆให้เสร็จสิ้นไปตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ซึ่งอาจจะเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ไห้เกิดปัญหาลุกลามใหญ่โตต่อไป

2.  ประสงค์จะให้มีการวิเคราะห์อย่างถูกต้อง นั่นคือ ข้อร้องทุกข์ต่าง ๆ จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่จะให้ฝ่ายจัดการได้สนใจถึงข้อพิพาทของทั้งสองฝ่ายได้ถูกต้อง

3.  กระบวนการแก้ไขข้อร้องทุกข์นี้มักจะมีฐานะความสำคัญที่เป็นช่องทางการติดต่อที่มีประส์ทธิภาพของฝ่ายคนงานที่จะมีถึงฝ่ายจัดการได้

วิธีการซึ่งการแก้ไขเรื่องราวร้องทุกข์ที่ทำเป็นทางการนั้นมักจะมีการดำเนินการแตกต่างกันไปตามลักษณะข้อสัญญาที่มีกับแรงงาน ตามภาพที่เป็นตัวอย่างของกระบวนการแก้ไขข้อร้องทุกข์ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้คือ

1. การเริ่มต้นจัดทำข้อร้องทุกข์ขึ้นอย่างเป็นทางการ คือเมื่อพนักงานรู้สึกว่าได้รับการปฎิบัติที่ไม่ถูกต้อง หรือการดำเนินการหรือใช้นโยบายบางประการของบริษัทได้มีส่วนกระทบต่อสิทธิของเขาตามสัญญาแล้ว พนักงานก็มักจะยื่นข้อร้องทุกข์ต่อหัวหน้างาน ซึ่งอาจจะกระทำโดยวิธีการเขียนขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร   หรือการแจ้งให้ทราบด้วยวาจา  ในกรณีที่มีตัวแทนแรงงาน

อยู่ การร้องทุกข์ก็มักจะได้รับการช่วยเหลือจากตัวแทนแรงงาน ส่วนมากแล้วการร้องทุกข์ต่าง ๆ มักจะมีการพยายามให้มีการดำเนินการจนเสร็จในระดับของหัวหน้างาน และผู้บังคับบัญชา

ผู้บังคับบัญชาส่วนมากมักจะยอมให้พนักงานได้ระบายออกถึงความรู้สึกต่อเรื่องราวที่กำลังร้องทุกข์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสนใจที่จะเข้าใจถึงเหตุผลได้อย่างถูกต้อง วิธีการที่ต้องทำ ภายหลังจากที่ได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนถูกต้องแล้วก็คือ จะต้องมุ่งพยายามแก้ไขปัญหาและมิใช่จะพยา ยามกล่าวโทษหรือหาข้อแก้ตัวให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาจะต้องระมัดระวังอีกด้วยว่า นโยบายของฝ่ายนายจ้างและกรณีต่าง ๆ ที่ผ่านมาในกรณีเช่นเดียวกันนี้ที่ได้ทำมานั้น ได้มี

ความสอดคล้องถูกต้องตามข้อสัญญาเกี่ยวกับการว่าจ้างหรือไม่เพียงใด ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้มีความสัมพันธ์ในหน้าที่การงานที่ดีกับหัวหน้าคนงานแล้ว ในกรณีเช่นนั้นการแก้ไขปัญหาก็ย่อมจะกระทำได้โดยง่ายในระดับดังกล่าว และเพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาในชั้นนี้เป็นไปโดยถูกต้องได้ผล ผู้บังคับบัญชาควรจะได้รับการอบรมให้เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขข้อร้องทุกข์ด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพ หรือการใช้เทคนิควิธีการที่ถูกต้อง

2.  การแก้ปัญหาในระดับหัวหน้าแผนกหรือผู้จัดการของหน่วย คือ ถ้าหากหัวหน้างาน ผู้บังคับบัญชาและพนักงานไม่สามารถที่จะตกลงข้อร้องทุกข์ระหว่างกันเองได้แล้วก็จะมีการส่งต่อไปยังระดับที่สูงขึ้น ซึ่ง ณ จุดนี้ ข้อร้องทุกข์ต่าง ๆ มักจะมีการกำหนดให้ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่สำหรับองค์การที่มีขนาดเล็ก บางครั้งผู้จัดการในระดับสูงอาจจะเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในกรณีขององค์การขนาดใหญ่ หัวหน้าแผนกมักจะเข้ามาดำเนินการในเรื่องนื้ก่อน และผู้จัดการหรือหัวหน้าฝ่ายบริหารบุคคล ตลอดจนตัวแทนของฝ่ายแรงงานก็จะเข้ามาร่วมจนกระทั่งดำเนินการต่อไปใน

ขั้นที่สาม

 

 

 

 

 

3.  การตั้งอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) ถ้าหากข้อร้องทุกข์มิได้รับการแก้ไขในสองที่ผ่านมาแล้ว อนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นก็จะได้รับการเชื้อเชิญให้เป็นผู้ตัดสินข้อกรณี ซึ่งในกรณีขององค์การขนาดใหญ่มักจะมีการดำเนินการถึงขั้นดังกล่าว

วิธีการแก้ไขข้อร้องทุกข์ในกรณีที่ไม่มีตัวแทนแรงงาน

สำหรับกรณีที่พนักงานไม่ได้เข้าไปรวมกลุ่มกับแรงงานหรือกรณีที่ไม่ได้มีสหภาพแรงงานนั้น การยื่นเรื่องราวข้อร้องทุกข์ มักจะทำอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ฝ่ายจัดการควร จะได้มีการแก้ไขให้ลุล่วงไปด้วยดี วิธีการส่วนมากที่ใช้ในการแก้ไขมักจะกระทำอย่างง่าย ๆ ตามที่เรียก กันว่า การใช้นโยบายเปิดประตู (open-door policy) และก็ได้มีวิธีอื่น ๆ อีกหลายวิธี ดังที่จะได้กล่าวโดยย่อดังนี้คือ

1.  การให้คำปรึกษาโดยเจ้าหน้าที่การพนักงาน (Personnel Counseling)

วิธีนี้ได้มีบางบริษัทนำมาใช้โดยมีการจัดอบรมและจัดผู้ให้คำปรึกษาทางด้านการพนักงานขึ้น ซึ่งมักจะให้สังกัดอยู่กับฝ่ายการพนักงาน หน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ที่คอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพนักงานนี้ จะทำหน้าที่คอยคุยกับพนักงานที่มีปัญหาหรือที่ได้เกิดข้อลำบาก และคอยช่วยเหลือให้เขาเหล่านั้น ได้มีโอกาสแก้ไขปัญหาของตนให้ลุล่วงไป ในกรณีเช่นนี้ถึงแม้ที่ปรึกษาด้านการพนักงานจะมิได้มีหน้าที่หลักในการแก้ไขข้อร้องทุกข์ก็ตาม ที่ปรึกษาฝ่ายพนักงานก็ยังคงมีประโยชน์นำมาใช้ได้อยู่ไม่น้อย

นอกจากการใช้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือให้คำปรึกษานี้แล้ว การให้หัวหน้างานได้รู้จักถึงหลักทฤษฎีและเทคนิคที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ทางอ้อม (non-directive interview) และการรู้จักให้คำปรึกษา ก็จะช่วยให้การแก้ไขข้อร้องทุกข์สามารถดำเนินการไปได้โดยหัวหน้างานนั้น ๆ เช่นกัน ซึ่งย่อมช่วยให้หัวหน้างานมีประสิทธิภาพที่จะค้นพบปัญหาความไม่พึงพอใจของลูกน้องและข้อร้องทุกข์ต่าง ๆ ได้ไม่ยากนัก อย่างไรก็ตามการที่หัวหน้างานแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองนั้น บางครั้งอาจจะไม่สามารถยุติเป็นที่พึงพอใจได้ ซึ่งย่อมจะต้องมีการดำเนินการต่อไปโดยการแก้ไขของพนักงานระดับสูงขึ้น ที่มักจะมีการยื่นคำร้องทุกข์ไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อให้เป็นผู้ตัดสิน

2.  วิธีเปิดประตู (open-door policy) ผู้บริหารระดับสูงส่วนมากที่มีสามัญสำนึกที่ดี และเห็นถึงความสำคัญของความเป็นอยู่ของพนักงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น ก็มักจะใช้นโยบายเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าพบเพื่อแก้ไขปัญหาข้อร้องทุกข์ต่าง ๆ ได้โดยตรง นโยบายการเปิดประตูนี้ หมายถึงกรณีที่ว่า ไม่ว่าพนักงานจะเป็นระดับไหนก็ตาม จะมีสิทธิที่จะไปพบกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท นั้น ๆ เพื่อที่จะปรึกษาหารือเกี่ยวกับข้อร้องทุกข์ได้เสมอ ตามวิธีนี้ผู้บริหารระดับสูงมักจะให้ข้อสัญญา ต่อพนักงานว่าจะเปิดโอกาสให้ตัวเองพร้อมอยู่เสมอที่จะติดต่อได้จากพนักงานทุกคน และอาจจะแสดงความตั้งใจว่าพร้อมที่จะสอบสวนกรณีข้อร้องทุกข์และแก้ไขให้ทันที่ อย่างไรก็ตามการใช้นโยบายการเปิดประตูให้เข้าพบโดยตรงนั้น ในทางปฏิบัติส่วนมากที่จะเป็นการดีกว่าก็คือ การให้ได้พบหัวหน้างานระดับรองลงไปก่อน ซึ่งตามนโยบายนี้ข้อร้องทุกข์เป็นจำนวนมากมักจะได้มีการแก้ไขในระดับที่ต่ำลงไปและให้มีการรายงานผลของการแก้ไขให้ระดับสูงขึ้นมาได้ทราบ

หากพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว นโยบายการเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าพบเพื่อแก้ไขปัญหาข้อร้องทุกข์ได้โดยตรงนี้ ดูจะเป็นข้อดี แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ได้นำวิธีนี้มาใช้ก็ไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งเหตุผลมีหลายประการด้วยกันคือ มักจะไม่เป็นที่เชื่อถือของคนงานที่จะเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาระดับ สูงสุดจะมาสนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรืออาจจะเกิดความกลัวตลอดจนความไม่กล้าพูดความจริงบางประการ หรือในทางกลับกันก็คือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงอาจจะไกลเกินไปที่จะเข้าใจปัญหาของพนักงานที่ได้ร้องทุกข์ และอาจจะมีข้อเสียประการสำคัญก็คือ ถ้าหากฝ่ายหัวหน้างานคนงานเป็นฝ่ายผิดแล้ว ก็มักจะทำให้ต้องเสียหน้าหรือทำให้ฐานะของการปกครองบังคับบัญชาต้องหย่อนลงไป ดังนั้นในทางปฏิบัติ ผู้บริหารในระดับสูงของบริษัทก็มักจะถูกจำกัดด้วยเวลาที่มีน้อยอยู่แล้ว ที่จะต้องมานั่งฟังข้อกล่าวหาของพนักงาน ตลอดจนต้องใช้เวลามาก ๆ ในการสอบสวนเรื่องราว ด้วยเหตุนี้จึงเป็นวิธีที่ดีกว่า ที่จะให้ดำเนินการโดยระดับหัวหน้าคนงานซึ่งจะได้ผลมากกว่า

3.  การใช้ผู้ตรวจการ (The inspector general method) ทำนองเดียวกับในระบบราชการ หรือในวงการทหารซึ่งการที่จะดำรงสภาพให้มีความเป็นธรรมและแก้ไขข้อร้องทุกข์จะมีได้ โดยการตั้งตัวแทนที่เป็นผู้ตรวจการประจำสำนักงาน ให้ออกไปเยี่ยมเยียนตามหน่วยต่าง ปีละครั้ง เพื่อที่จะรับฟังเรื่องราวและสอบสวนข้อร้องทุกข์ต่าง ๆ ซึ่งวิธีนี้มักจะมีใช้ไม่มากนักในอุตสาหกรรม และธุรกิจ แต่เป็นวิธีที่นิยมใช้มากในระบบของข้าราชการ

4.  วิธี Ombudsman วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันในประเทศสแกนดิเนเวีย ซึ่งจะหมายถึงเจ้าหน้าที่ที่เป็นกลางและเป็นอิสระจากในทางการเมืองของรัฐบาล ในทำนองคล้ายกับอัยการ ที่จะทำหน้า ที่ในการแก้ไขข้อปัญหาของราษฎร์ที่ถูกกระทบโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมักจะมีอำนาจในการสอบสวน และสามารถเข้าไปตรวจสอบในเอกสารทางราชการต่าง ๆ ตลอดจนมีสิทธิที่จะดำเนินการในทางกฎหมายและแถลงเรื่องราวข้อเท็จจริงที่ได้พบให้ทราบซึ่งวิธีนี้ได้ถูกนำมาใช้เลียนแบบในภาคของธุรกิจในบางแห่ง

Posted in Uncategorized - Tagged การดำเนินการทางวินัยต่อพนักงาน, การดำเนินการทางวินัยพนักงาน, วินัยพนักงาน

กระบวนการดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน

Feb13
2012
Written by author

ตามภาพที่ 19.1 เป็นภาพที่แสดงถึงรูปแบบของการดำเนินการกระบวนการทางวินัย นั่นคือ นายจ้างจะมีการกำหนดเป้าหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ และดำเนินการสื่อความให้พนักงานได้เข้า ใจ หลังจากนั้น พฤติกรรมของพนักงานก็จะถูกประเมินจากการติดตาม และถ้าหากจำเป็นก็อาจจะต้องมีการแก้ไข เพื่อที่จะปรับแก้พฤติกรรมให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง

ภาพที่ 19.1 กระบวนการดำเนินการทางวินัย

กระบวนการเช่นว่านี้ที่ดำเนินการตามระเบียบขั้นตอน นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่จะมุ่งป้องกันข้อยุ่งยากต่าง ๆ และนับว่าเป็นมาตรการอย่างหนึ่งที่กำหนดขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยให้พนักงานดำเนินการได้ถูกต้อง โดยได้เข้าใจและไม่พยายามปฏิบัติผิดวินัย ขั้นตอนแรกของกระบวนการ ก็คือ การกำหนด กฎเกณฑ์เกี่ยวกับงานและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับพฤติกรรม เป้าหมายของงานและมาตรฐานเหล่านี้เป็นเรื่องหนึ่งที่กำหนดเอาไว้ และนับเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ได้มาจากการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ได้กล่าวมาแล้ว ในการประเมินผลการปฏิบัติงานไม่ว่าจะทำด้วยวิธีการใด ๆ มักจะทำให้สามารถ กำหนดระดับของเป้าหมายผลงานขั้นตํ่าเพื่อให้ยึดถือ ส่วนกฎที่เกี่ยวกับพฤติกรรม (Behavior Rule) นั้น จะครอบคลุมถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวกับงานหลาย ๆ อย่าง ซึ่งมักจะมีการอรรถาธิบายแยกให้ทราบถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงาน โดยเฉพาะที่มีผลต่อผลผลิต ซึ่งกฎที่ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ควรปฏิบัตินี้ ส่วนใหญ่มักจะมีการระบุเกี่ยวกับข้อห้ามต่าง ๆ ดังปรากฏเป็นตัวอย่างของบางกรณี เช่น กฎที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลผลิต ที่เป็นข้อห้ามที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของงาน คือ

ก. กฎเกี่ยวกับเวลา มีประการต่าง ๆ ดังนี้คือ การเริ่มต้นทำงานและการเข้าทำงานช้ากว่าเวลา การออกก่อนเวลา การกำหนดเวลาสิ้นสุด หรือการหยุดให้รับประทานอาหารเที่ยง และการกำหนดจำนวนเวลาการขาดงาน

ข. กฎของพฤติกรรมที่ป้องกันและห้ามไม่ให้ปฏิบัติ คือ ห้ามหลับในขณะทำงาน ห้ามออกจากที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือห้ามกินขนมในเวลาทำงาน ห้ามรับประทานยาในขณะทำงาน ห้ามทำงานอื่นที่ไม่ใช่งานของหัวหน้างานกำหนดให้ในขณะที่อยู่ในชั่วโมงการทำงาน

ค. กฎที่เกี่ยวกับการไม่ยอมเชื่อฟัง คือ จะมีการลงโทษในกรณีที่ปฏิเสธคำสั่ง และไม่เชื่อหัวหน้างาน กฎที่เกี่ยวกับการหน่วงงานหรือการละเลยไม่ปฏิบัติงาน

ง. กฎที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับกฎหมายก็คือ กฎว่าด้วยการห้ามลักขโมย กฎว่าด้วยการห้ามปลอมแปลงเอกสาร หรือประกอบกิจกรรมเท็จต่าง ๆ

จ. กฎว่าด้วยความปลอดภัย คือ กฎห้ามสูบบุหรี่ กฎที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในการทำงาน สิ่งพึงต้องทำเกี่ยวกับสุขภาพ อนามัย กฎห้ามทะเลาะวิวาท กฎห้ามนำเอาอาวุธอันตรายเข้ามาในที่ทำงาน

กฎที่เกี่ยวข้องโดยทางอ้อมกับผลผลิต คือ

ก. กฎห้ามมิให้ทำงานอื่น นอกเวลาทำงาน คือห้ามรับงานประเภทสอง

ข. กฎห้ามเล่นการพนัน

ค. ข้อห้ามเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือเป็นตัวแทนขายของในที่ทำงาน

ง. การรักษากฎเกี่ยวกับการแต่งกายและเครื่องแบบ

จ. กฎที่จะต้องให้ความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงาน ทั้งในหน้าที่งานหรือนอกหน้าที่งาน

สำหรับสาระสำคัญ ส่วนที่ 2 ของกระบวนการเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย คือการสื่อความเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ ให้พนักงานได้เข้าใจ ทั้งนี้เพราะว่าถ้าหากพนักงานมิได้เข้าใจถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แล้ว การคาดหมายที่จะให้ปฏิบัติให้ถูกต้องก็ย่อมจะเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ การสื่อความให้เข้าใจยังจะเป็นหนทางช่วยให้การปฏิบัติเพื่อรักษากฎและข้อบังคับให้ กฎเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากให้พนักงานหรือตัวแทนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดหรือสร้างกฎเกณฑ์ด้วยแล้ว ความร่วมมือก็จะมีมากยิ่งขึ้น ในหลักการแล้วพนักงานทุกคน ควรจะได้รับการชี้แจงให้ทราบว่า กฎแต่ละข้อนั้นมีความยุติธรรมและเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการ ทำงานอย่างไรบ้าง ในเรื่องของการสร้างกฎเกณฑ์นี้ฝ่ายจัดการควรจะมีหลักการปฏิบัติประการหนึ่ง คือ ถ้าหากจะมีการทบทวนกฎเกณฑ์เป็นครั้งคราวนั้น ควรจะให้พนักงานได้มีส่วนร่วมและควรจะให้มีการรับฟังข้อเสนอแนะ การให้พนักงานเป็นฝ่ายเสนอแนะนี้ นับว่าเป็นวิธีที่มีประโยชน์ที่ช่วยให้สามารถลดกฎเกณฑ์ให้เหลือเฉพาะขั้นตํ่า และจะมีการบังคับให้ปฏิบัติเฉพาะประการสำคัญ ๆ ที่ควรมีเหลืออยู่ นอกจากนี้เมื่อประเพณีปฏิบัติหรือเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงไป กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ควรที่จะได้มีการปรับปรุงให้ทันสมัยที่จะให้ยังคงมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับต่อไปด้วย

สาระสำคัญประการที่สามของการดำเนินการทางวินัยก็คือกลไกในการประ เมิน (Assessment Mechanism) ในองค์การส่วนมาก การประเมินผลการปฏิบัติงานมักจะเป็นกลไกสำคัญในการที่จะใช้ประเมินพฤติกรรมที่จะเกี่ยวกับการทำงานที่อาจจะบกพร่อง พฤติกรรมในการปฏิบัติผิดกฎต่าง ๆ มักจะเห็นได้มียากนัก ถ้าหากฝ่ายจัดการได้มีการสังเกตติดตามหรือเมื่อได้มีข้อปัญหายุ่งยากเกิดขึ้น และหากได้ดำเนินการสอบสวนให้เห็นชัดก็จะทราบได้ไม่ยากเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นตัวสาเหตุดังกล่าว

ในประการสุดท้ายของการดำเนินการตามกระบวนทางวินัยนั้น จะประกอบด้วยระบบของการบริหารการลงโทษหรือการดำเนินการเพื่อพยายามกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในที่นี้วิธีดำเนินการและการปฏิบัติย่อมแตกต่างกันออกไป

ปรัชญาที่เกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย

ในทัศนของพนักงานนั้น ตลอดเวลาถ้าหากองค์การได้มีการกำหนดกฎและเป้าหมายขึ้นและสื่อความสิ่งเหล่านี้จนกระทั่งมากพอจนเป็นที่เข้าใจแล้ว การเพิ่มผลผลิตและความพึงพอใจก็จะเป็นไปได้ไม่ยาก

Lawrence Steinmetz ได้ให้ข้อเสนอแนะ 4 ประการ ที่จะใช้ในการแก้ไขในปัญหา โดยให้มีผลเสียแต่น้อยหรือกระทบต่อความพึงพอใจของพนักงานให้น้อยที่สุด ตามลำดับความสำคัญ ดังนี้คือ

1.  ควรดำเนินการโดยยึดถือแนวทางการป้องกันไว้ก่อน (Preventive Ap­proach) วิธีนี้จะมุ่งเน้นที่จะให้มีการวิเคราะห์ให้แน่ใจถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างงานและพนักงาน นั่นคือ การจะต้องดูให้แน่ใจและนึกคิดแก้ไขในกรอบของการพิจารณาเป็นลำดับแรกก่อนว่า ได้มีการบรรจุไว้ตรงหรือเหมาะสมกับงานหรือไม่ หรือาจจะเกิดข้อผิดพลาดจากด้านนี้หรือไม่

2.  การใช้เทคนิครักษา (Therapeutic Technique) ถ้าหากกรณีของการป้องกันไม่อาจจะใช้ได้แล้ว การให้คำปรึกษาแนะนำแก้ไขให้กับพนักงาน ก็ควรเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อที่จะให้พนักงานได้รู้จุดบกพร่องของการด้อยประสิทธิภาพ และให้คำแนะนำที่ถูกต้องว่า เขาควรจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่มักจะยอมรับและปฏิบัติตามด้วยดีเป็นส่วนมาก

3.  การจัดแผนการใหัปรับปรุงตัวเอง (Self-Improvement Program) สำหรับ

Therapeutic Technique หรือการให้การปรึกษาหรือแนะนำนั้น ผู้บังคับบัญชาส่วนมากมักจะใช้ในฐานะที่เป็นวิธีการลำดับแรกกับกรณีที่จะแก้ไขได้ง่าย ๆ ที่จะให้แก่พนักงานได้ทันที หลังจากนั้นวิธีที่ ติดตามมาก็คือ การมุ่งที่จะจูงใจส่งเสริมให้แต่ละคนได้กำหนดวิธีการหรือแผนงานที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งในที่นี้ก็เท่ากับเป็นการเน้นให้พนักงานได้เข้าใจถึงความสำคัญของเขาที่มีความผูกพันอยู่กับบริษัท ซึ่งการปรับปรุงตัวเองนี้ ส่วนมากแล้วผู้บังคับบัญชามักจะต้องคอยช่วยเหลือโดยให้คำแนะนำปรึกษาและช่วยเหลือในประการอื่น ๆ เพื่อที่จะให้เขามีโอกาสปรับปรุงผลงานได้อย่างแท้จริง

4.  การใช้วิธีลงโทษ (Punitive Approach) ถ้าหากวิธีการแก้ไขทั้ง 3 ประการข้างต้น ไม่อาจใช้ได้ผลแล้ว การแก้ไขโดยการต้องเอาวินัยมาบังคับ ก็จะเป็นหนทางสุดท้ายที่จะต้องใช้ ซึ่งการดำเนินการลงโทษนี้ก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่การให้ออกหรือการไล่พนักงานออก

Steinmetz ได้ให้คำอธิบายทั้งสี่วิธีการที่จะใช้ในการแก้ไขพนักงานและยกระดับผลงานว่า ทุกกรณีมักจะก่อให้เกิดข้อโต้แย้งได้เสมอ และ Jeorge Odiorne ได้เสนอแนะวิธีการดำเนินการลงโทษ อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเห็นควรจะทำให้ต่างกันใน 2 กรณี คือ ควรจะใช้วิธีการลงโทษตามประเพณีปฏิบัติ แต่เดิมหรือควรจะใช้วิธีใหม่ที่ดีกว่า คือ “การลงโทษโดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน” (Dis­cipline By Objectives) นั่นคือตามวิธีการลงโทษแบบเดิมนั้น การกำหนดบทลงโทษสำหรับ แต่ละกรณีที่มีการปฏิบัติผิด และดำเนินการลงโทษโดยตรงทันทีที่ทำผิดถ้าหากเข้ากรณีดังกล่าว แต่ Ordiorne ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการลงโทษว่าควรมีการลงโทษที่มีเป้าหมายโดยมีปรัชญาสำคัญ คือ การดำเนินการทางวินัยนั้น ไม่ควรจะถือเป็นการลงโทษ แต่น่าจะถือเป็นเครื่องมือสำหรับการแก้ไขพฤติกรรมมากกว่า และถ้าหากได้ยึดถือและมุ่งสนใจที่เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ทางวินัยแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า การใช้วินัยต่อบุคคลนั้นจะช่วยให้แต่ละคนมีโอกาสปรับตัวเป็นคนดีต่อผลผลิตได้มากขึ้น และความมีเหตุผลระหว่างสองฝ่ายก็จะปรากฏไปในทางที่ดีได้

Posted in Uncategorized - Tagged การบริหารงานบุคคลเป็นกระบวนการในการบริหาร, ระเบียบวินัยของพนักงาน, วินัยของพนักงาน

ประเภทของพนักงานที่มีปัญหา

Feb13
2012
Written by author

พนักงานประเภทต่าง ๆ ที่ผู้บริหารจะต้องเผชิญในขณะทำงานนั้น ส่วนมากถ้าหากได้มีการดำเนินการถูกต้องในขั้นตอนของการคัดเลือก และการมอบหมายงาน ตลอดจนมีการฝึกอบรมที่ดีและถูกต้องแล้ว พนักงานส่วนใหญ่ก็มักจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีตามสมควร อย่างไรก็ตามบ่อย ครั้งจะมีพนักงานบางส่วนที่เป็นส่วนน้อย ที่ทำให้ต้องมีปัญหาในเรื่องทางด้านการบังคับบัญชา นั่นคือ ความด้อยประสิทธิภาพในการปฎิบัติงาน ที่ทำให้ต้องมีปัญหาในเรื่องที่เกี่ยวกับการบังคับบัญชา ความด้อยประสิทธิภาพในการทำงานอันสืบเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดการต้องมีการใช้วินัยและ การลงโทษก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อแก้ไข แต่อย่างไรก็ตาม ตามข้อเท็จจริงที่ต้องการนั้น ธุรกิจส่วนมากมักจะไม่ประสงค์ที่อยากจะมีปัญหาหาเช่นนี้บ่อย ๆ ดังนั้นการหาหนทางแก้ไขและการเข้าใจถึงสาเหตุของความด้อยประสิทธิภาพในทางการผลิตของพนักงาน ย่อมจะช่วยให้สามารถแก้ไขให้กลับเข้าสภาพ ปกติด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ ซึ่งถ้าหากจำเป็นต้องมีการใช้วินัย ก็ควรจะได้มีการเข้าใจถึงเรื่องราวตลอดทั้ง ปรัชญาและวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการเข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้น ตลอดจนขอบเขตของการใช้วินัย ซึ่งควรจะจำกัดใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็น และการสามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามกรณีทุกครั้งด้วย

ปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานที่ด้อยประสิทธิภาพทางการผลิตนั้น ถ้าหากได้เกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความกังวลใจ ตลอดจนเป็นเรื่องที่จะต้องเสียเวลาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในการที่จะต้องแก้ไขให้เกิดความยุติธรรมด้วยแล้ว การระมัดระวัง ตลอดจนการต้องมีศิลปในการแก้ไขให้ได้ผล ตามที่นึกคิด ย่อมจะเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงปัญหาเหล่านี้ ถ้าหากสามารถลดจำนวน หรือให้หมดสิ้นไปได้ ก็ย่อมจะเป็นที่ปรารถนาของฝ่ายจัดการทุกแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าขึ้น และมีการรวมตัวทางด้านแรงงาน ก็ย่อมส่งผลให้การดำเนินการทางด้านนี้ยิ่งต้องกระทำได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์มากกว่าแต่ก่อนที่เคยทำมา ในที่นี้จะได้มีการพิจารณาลักษณะของพนักงานที่มีปัญหา ตลอดจนเหตุผลของปัญหาที่แต่ละคนมีอยู่ และจะได้มีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบของการใช้วินัยหรือการดำเนินการด้วยวิธีที่ถูกต้อง ในการที่จะแก้ไขพนักงานที่มีปัญหาให้กลับ เข้าสู่ภาวะปกติ ในอดีตนั้นถ้าหากพูดถึงเรื่องของวินัยแล้ว การดำเนินการมักจะหนักไปในทางเดียวคือ การมุ่งที่จะให้มีการลงโทษต่อทุกกรณีของการปฏิบัติที่ได้มีการผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ในที่นี้ถ้าหากจะพิจารณาให้กว้างขึ้นก็จะเห็นได้ว่า “พฤติกรรมในหน้าที่การงาน” น่าจะเป็นขอบเขตที่ฝ่ายจัดการควรจะได้ใช้พิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาในขอบเขตที่กว้างขึ้น และมีแนวทางที่ถูกต้องยิ่งขึ้นด้วย

ถ้าหากจะพูดถึงความรับผิดชอบของการดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่แล้ว การดำเนินการทางวินัยมักจะเป็นเรื่องโดยตรงของผู้บังคับบัญชาแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ชำนาญการด้านการบริหารงานบุคคลน่าจะได้มีส่วนอย่างสำคัญในการเป็นที่ปรึกษา ที่จะคอยช่วยเหลือหัวหน้างานต่าง ๆ เหล่า นี้ และบางครั้งก็ควรจะเป็นภารกิจของผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่ต้องดำเนินการในอีกขั้นตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับการสอบสวนเรื่องราว ตลอดจนการพิจารณาข้ออุทธรณ์ในการดำเนินการทางวินัยกรณีต่าง ๆ ด้วย

ในเรื่องของการดำเนินการทางวินัยนี้ นับได้ว่าเป็นขอบเขตของงานอีกด้านหนึ่งของการบริหารงานบุคคล ที่มีนํ้าหนักความสำคัญอยู่ไม่น้อย ดังนั้นการที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นไปในทางดี นั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ฝ่ายจัดการจะต้องมีการดำเนินการอย่างระมัดระวัง และหวังผลที่จะให้เป็นผลในทางบวก หรือพยายามให้เกิดผลในทางที่ดีก่อนเสมอนั้น จึงเป็นวิธีการที่สำคัญ กล่าวคือ เหมือนกับภาษิตที่พูดว่า “ก่อนที่จะจับเขาแขวนไว้นั้น ควรจะให้ความเป็นธรรมที่จะให้เขาได้ทดลองทำ หรือ ได้มีโอกาสแก้ตัวเสียก่อน” ซึ่งตามปรัชญานี้ย่อมจะเป็นประโยชน์ที่ดีในการที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหา พนักงานที่มีปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี

ประเภทของพนักงานที่มีปัญหา

ในเรื่องของการดำเนินการทางวินัยและการแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ของพนักงานนั้น อาจจะแบ่ง แยกพนักงานที่มีปัญหาออกได้เป็น 4 ชนิด คือ

1.  กลุ่มพนักงานผู้ซึ่งมีผลงานและคุณภาพ ตลอดจนปริมาณงานที่อยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ อัน สืบเนื่องมาจากการด้อยความสามารถ การขาดการฝึกอบรม หรือการไม่มีความสนใจ หรือไม่รักงานที่ทำ

2.  กลุ่มพนักงานที่ซึ่งมีปัญหาส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงาน แต่เริ่มมีผลกระทบต่อผลผลิตในหน้าที่ การงาน บุคคลกลุ่มนี้มักจะได้แก่พนักงานที่เป็นประเภทที่ติดสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติด หรือมีปัญหาทางครอบครัว ตลอดจนการมีนิสัยที่ผูกพันกับอบายมุขต่าง ๆ

3.  พนักงานที่มักจะชอบกระทำผิดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในขณะปฏิบัติงาน เช่น การมีพฤติกรรมใน ทางลักเล็กขโมยน้อยสิ่งของต่าง ๆ จากองค์การ หรือชอบขโมยของของเพื่อนร่วมงาน หรือคอยกลั่นแกล้งเพื่อนฝูงและชอบทำลายทรัพย์สินต่าง ๆ เสียหาย เป็นต้น

4.  พวกที่ซึ่งชอบปฏิบัติฝืนกฎเกณฑ์ของบริษัทและประพฤติตัวนอกกรอบ ไม่ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางการทำงาน หรือระเบียบของบริษัทอยู่เป็นประจำ ตลอดจนขอบต่อต้านและไม่เคารพเชื่อถือผู้บังคับบัญชา

พนักงานทั้ง 4 ประเภทนี้ ที่มีปัญหาอาจจะแยกพิจารณาให้ละเอียดได้ดังนี้ คือ

ประเภทที่ 1 พนักงานที่ด้อยประสิทธิภาพ (ineffective employee)

พนักงานที่ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจะมีปัญหาสืบเนื่องมาจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับสภาพของการทำงานโดยตรง ซึ่งน่าจะเป็นปัญหากลุ่มแรกที่ง่ายที่สุดในการแก้ไข ในเรื่องนี้ Robert Mager และ Peter Pipe ได้จัดวางรูปแบบของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นี้ และได้สร้างรูปแบบของปัญหาที่ซึ่งฝ่ายจัดการอาจจะใช้เป็นหนทางสำหรับการแก้ไข ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากกรณีใดกรณีหนึ่ง ซึ่งฝ่ายจัดการจะต้องทำการตรวจสอบพิจารณาในการแก้ไขเสมอนั้น คือ เริ่มแรกที่สุดถ้าหากได้เห็นว่าพนักงานไม่สามารถปฏิบัติงานได้ดีตามที่คิดแล้ว ผู้บริหารส่วนมากควรจะได้คิดในขั้นแรกเสียก่อนว่า อาจจะเป็นเพราะปัญหาอันสืบเนื่องมาจากทางด้านการขาดการฝึกอบรม ซึ่งควรจะดำเนินตามคำถามทั่วไป 3 ประการ และติดตามคำตอบเหล่านี้ในการวิเคราะห์ปัญหา คือ

ก) ต้องพิจารณาให้เข้าใจว่า อะไร คือจุดบกพร่องของผลงาน?

ข) ต้องพิจารณาให้เข้าใจว่าปัญหานั้นหรือข้อบกพร่องนั้นสำคัญมากน้อยเพียงใด?

ค) ควรจะสังเกตดูว่าเป็นเพราะการขาดความชำนาญงานหรือเปล่า?

ซึ่งจากคำถามที่ 3 นี้ ก็จะนำไปสู่การถามคำถามอีก 4 ประการ นั่นคือ

ก) ควรพิจารณาย้อนทบทวนกลับไปว่า ที่แล้วมานั้น พนักงานผู้นั้นในอดีตเคยสามารถทำงานนั้น ได้มาก่อนแล้วหรือไม่ นั่นคือการติดตามดูว่าเป็นเพราะเคยทำได้และได้มีการลืมในสิ่งที่เคยทำได้หรือเปล่า?

ข) ควรจะได้ถามต่อไปว่า ความชำนาญที่จำเป็นนั้น ได้มีการใช้อยู่เป็นประจำหรือเปล่า?

ค) ควรจะได้มีการนึกทบทวนว่า น่าจะมีวิธีการทำที่ง่ายกว่านี้หรือไม่?

ง) ควรจะได้มีการพิจารณาว่า พนักงานผู้นั้นได้มีคุณสมบัติที่พอเพียงหรือไม่ ที่จะสามารถเข้าใจงานนั้น

จากนั้นถ้าหากได้ผ่านคำถามชุดที่สองนี้แล้ว ถ้าพบว่าไม่ใช่ปัญหาอันสืบเนื่องมาจากการด้อยความชำนาญแล้ว ก็ควรจะดำเนินต่อไปในคำถามอีก 4 ประการ เพื่อที่จะค้นหาปัญหาอื่นที่ไม่ใช่เพราะการด้อยความชำนาญในการทำงาน

คำถามกลุ่มที่ 3 มีดังนี้ คือ

ก) ควรจะถามว่าผลงานที่ต้องการจะให้เป็นนั้น ได้มีอุปสรรคกีดขวาง หรือได้มีสิ่งที่คนงานกลัว (เช่น เรื่องการลงโทษ) ดักหน้าอยู่หรือไม่?

ข) ควรจะตรวจสอบดูว่า ขาดการให้รางวัลผลตอบแทนต่องานนั้น ๆ หรือเปล่า?

ค) ควรจะได้ดูต่อไปว่า ในการปฏิบัติงานนั้น ตัวงานที่ให้คนงานทำอยู่ได้ให้ความหมายที่สำคัญหรือความพึงพอใจแก่พนักงานเท่าที่ควรหรือเปล่า?

ง) ควรจะตรวจสอบดูว่ามีอุปสรรคประการใดบ้างที่เป็นผลกระทบต่อผลงานที่ต้องการ?

เมื่อได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้น ในการตรวจสอบทั้งสามแนวทางแล้ว ในขั้นสุดท้ายก็คือการดำเนินการหาวิธีที่จะสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาที่ดีและดำเนินการให้มีการแก้ปัญหานั้นจนเสร็จสิ้น

ประเภทที่ 2 พนักงานที่มีปัญหาด้านพิษสุราเรื้อรัง และการติดยาเสพติด ต่างๆ

ปัญหาที่พนักงานมีอยู่ในกรณีนี้ นับว่าเป็นปัญหาภายใน ซึ่งได้มีเกิดขึ้นอยู่มากในสมัยปัจจุบันที่สังคมได้มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพวกพิษสุราเรื้อรังนั้น นับว่าเป็นการบั่นทอนสุขภาพและประสิทธิภาพงานในหน้าที่เป็นอันมาก

เพื่อที่จะให้ปัญหาเหล่านี้หมดสิ้นไป ฝ่ายจัดการก็ย่อมต้องมีการแก้ไขโดยให้ผู้บังคับบัญชาและพนักงานร่วมปรึกษาหารือกัน ซึ่งควรจะได้มีการถกปัญหาต่อไปนี้ร่วมกัน คือ

ก) ผู้บังคับบัญชาควรจะได้สรุปให้ทราบถึงผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากพนักงานที่มีปัญหาพิษสุราเรื้อรัง ที่มีผลกระทบต่อบุคคลอื่น ๆ

ข) ผู้บังคับบัญชาควรจะได้เสนอความช่วยเหลือให้แก่คนงาน

ค) ผู้บังคับบัญชาควรจะต้องกำหนดให้พนักงานผู้นั้นมีส่วนร่วมรับผิดชอบแผนการแก้ไขการเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ซึ่งควรจะได้มีการประเมินหลังจากการดำเนินการผ่านไประยะหนึ่งแล้ว

ง) ผู้บังคับบัญชาควรจะได้ชี้แจงถึงผลที่จะตามมา ถ้าหากพนักงานนั้นไม่เข้าร่วมในโครงการแก้ไข นั่นคือจะต้องออกจากงานในที่สุด

ในกรณีของการติดยาเสพติดนั้น นับว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งวิธีปฏิบัติในต่างประเทศ ในเรื่องนี้ นอกจากการได้เข้าช่วยแก้ไขปัญหาโดยพยายามช่วยให้การรักษาแล้ว วิธีปฏิบัติที่ได้กระทำกัน เป็นส่วนมากคือเป็นที่ยอมรับว่า ถ้าหากเป็นกรณีของการติดยาเสพติด ซึ่งมักจะมีผลกระทบต่อฐานะ ของบริษัท หรือทำให้ธุรกิจต้องเสียหายเป็นอันมากแล้ว การดำเนินการทางวินัยอย่างรุนแรง หรือการให้ออก จะเป็นสิ่งที่ยอมรับของฝ่ายแรงงานโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อย่างไรก็ตามในแง่ของหลักมนุษยธรรมแล้ว ปัญหานี้มักจะได้รับการแก้ไขโดยไม่มองข้ามเสียทีเดียว นั่นคือการให้การช่วยเหลือโดยการให้การ รักษาและจะให้โอกาสอีกครั้งในการที่จะเข้าร่วมในโครงการพักสั้นหรือแก้ไขให้หมดไปก่อนที่จะ ดำเนินการอย่างรุนแรง

ประเภทที่ 3 พนักงานที่ชอบปฏิบัติผิดกฎระเบียบโดยการลักขโมยและก่ออาชญากรรม หรือกระทำการผิดกฎหมายอื่น ๆ

ในเรื่องนี้นับว่าเป็นปัญหาเสียหายต่อหน่วยงานอยู่ไม่น้อย วิธีการแก้ไขในปัญหาที่พนักงานชอบ ลักเล็กขโมยน้อย หรือปัญหาในทำนองเดียวกันที่มีการทำผิดกฎหมายนั้น วิธีหนึ่งก็คือ โดยวิธีการพิจารณาตรวจสอบจากประวัติในใบสมัคร ซึ่งต้องใช้วิธีการและเทคนิคในการถ่วงนํ้าหนัก

ในใบสมัคร เพื่อที่จะให้มีโอกาสค้นหาปัญหาเหล่านี้เท่าที่อาจจะทำได้บ้างก่อนที่จะทำการรับเข้า อีกวิธีหนึ่งของการป้องกันก็คือ จัดให้มีการอบรม เพื่อให้มีมาตรการในการป้องกัน ซึ่งนักวิชาการ ท่านหนึ่ง คือ Mark Lipman ได้เสนอแนะไว้ 10 ประการ เกี่ยวกับการป้องกันการลักโขมยดังนี้

1.  ควรจะให้พนักงานทุกคนมีความรู้สึกว่า งานที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะหวงแหนและ รักษา และให้เข้าใจว่าทรัพย์สินทุกอย่าง และงานที่ทำไม่ใช่เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะหาได้ง่ายนัก

2.  ควรจะต้องมีวิธีการจัดเก็บสิ่งของภายในอาคารสำนักงาน โดยไม่ปล่อยให้เปะปะไม่เป็นที่เป็นทาง หรือการไม่มีการระมัดระวังเก็บสิ่งของเข้าตู้และเอกสารลิ้นชักให้เป็นที่เรียบร้อย

3.  แบบฟอร์มที่ใช้ในการทำงานต่าง ๆ ควรจะได้มีการตรวจสอบอย่างครบถ้วนในทุกขั้นตอน ของการดำเนินการ ซึ่งหากมิได้มีการควบคุมก็อาจจะมีช่องที่จะเปิดโอกาสให้มีการลักขโมย หรือทำข้อมูลเท็จต่าง ๆ

4.  ควรจะมีคำเตือนให้พนักงานเก็บสิ่งของส่วนตัวให้เป็นที่ทาง และระมัดระวังด้วยตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้ล่อตาล่อใจต่อการลักโขมย

5.  โดยเฉพาะพนักงานสตรี จะต้องมีการระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัวเช่นกระเป๋าถือ ตลอดจนของใช้ส่วนตัวที่ติดตัวมา

6.  ควรจะมีการจัดระบบด้านความปลอดภัยที่จะให้มีการปิดประตูที่เรียบร้อย ตลอดจนการมีแสงไฟที่ฉายส่องบริเวณเพื่อให้เห็นบุคคลที่เข้าออกได้ชัดแจ้ง

7.  มีระบบการจัดเก็บรักษากุญแจที่ดี

8.  ควรจะได้มีการนำเอาบัตรประจำตัวพนักงานมาใช้ และมีการตรวจสอบการเข้าออกได้

9.  ประตูทางเข้าออกที่ซึ่งไม่ได้ใช้เป็นประจำ ควรจะได้มีการปิดเสียทุกครั้ง

10.  สิ่งมีค่าทุกอย่างควรจะถือหลักที่ต้องมีการเก็บให้เป็นที่เรียบร้อยที่ดีพอ

ทั้งหมดนี้ก็คือระบบการรักษาความปลอดภัยที่จะต้องจัดขึ้นพร้อมกันทุกจุด ซึ่งลักษณะความเข้มงวดหรือการมีมาตรการจะให้มีมากเพียงใดก็อยู่ที่ปัญหาความจำเป็นของแต่ละแห่ง

ประเภทที่ 4 พนักงานที่ชอบปฎิบัติผิดระเบียบและกฎเกณฑ์

พนักงานที่ชอบผิดระเบียบกฎเกณฑ์นี้ มีกรณีแตกต่างกันหลายอย่าง เช่น การชอบหลับนอนในขณะทำงาน หรือการพกอาวุธปืนเข้ามาที่ทำงาน หรือทะเลาะเบาะแว้งในขณะทำงาน ตลอดจนการมาสายและการไม่เชื่อ ฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในเรื่องนี้เรื่องที่ยากที่สุดก็คือเรื่องของการแสดงวาจาหรือกิริยาที่ไม่สุภาพ ต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งมักจะเกิดข้อโต้แย้งได้มาก แนวทางที่พิจารณาเกี่ยวกับการมีการประพฤติที่ไม่ชอบต่อผู้บังคับบัญชานั้น มีอยู่ 3 ประการ คือ

ก. ลักษณะของการใช้วาจาที่ไม่สุภาพ เช่น การกล่าวคำหยาบ

ข. ลักษณะแสดงอาการข่มขู่นั่นคือการขู่อาฆาตต่อผู้บังคับบัญชา

ค. การแสดงกิริยาที่ไม่ดีต่อผู้บังคับบัญชาทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม

Posted in Uncategorized - Tagged ประเภทของพนักงานที่มีปัญหา, ปัญหาของพนักงาน, พนักงานที่มีปัญหา

วิธีป้องกันอุบัติเหตุจากงานที่ทำ

Feb13
2012
Written by author

วิธีป้องกันอุบัติเหตุนั้นมักจะขึ้นอยู่กับการดำเนินการใน 3 ด้าน (3 E) คือใน แง่ของ Enginerring หรือวิศวกรรม Education คือการศึกษา และ Enforcement คือการบังคับ นั่นคือ

Engineering หมายถึง การต้องจัดงานให้ถูกต้องตามหลักการจัดงานทางวิศวกรรม เพื่อให้เกิดความปลอดภัย

Education หมายถึง การต้องให้การศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติให้ปลอดภัยแก่พนักงานที่จะต้องให้เข้าใจโดยตลอด

Enforcement หมายถึง การบังคับใช้อย่างเข้มงวดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อสำหรับการป้องกันอุบัติเหตุต่าง ๆ

ในทางปฏิบัติการป้องกันอุบัติเหตุต่าง ๆ นั้น อาจจะกระทำโดยกิจกรรม 2 ด้านด้วยกัน ที่จะช่วยลดสภาพที่ไม่ปลอดภัย และการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องและที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าว นั่นคือ

1. การลดสภาพที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe conditions) การลดสภาพที่ไม่ปลอดภัยนั้น อาจจะกระทำได้โดยการใช้ Checklist หรือ ลำดับรายการ เพื่อตรวจสอบรายการต่าง ๆ ที่จะต้องตรวจสอบ เพื่อความปลอดภัย ซึ่งมักจะมีคำแนะนำของกรมแรงงานหรือช่างวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง

2.  การลดความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากการกระทำ (unsafe acts) ซึ่งอาจจะกระทำโดยวิธีต่าง ๆ ต่อไปนี้

ก. ในขั้นของการคัดเลือกและการบรรจุ กล่าวคือ วิธีที่จะช่วยลดอุบัติเหตุได้ก็โดยการคัดเอาคนที่อาจจะมีนิสัยเห็นได้ชัดว่าจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ (accident prone) โดยคัดคนเหล่านี้ออก ก่อนที่จะมีการจ้าง ทำนองเดียวกันสิ่งต่าง ๆ มักจะเกิดขึ้นกับกรณีของผู้ที่ทำงานได้ประสิทธิภาพตํ่ามาก จึงควรที่จะต้องให้มีการทดลองทำงานก่อน เพื่อจะตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ให้เห็น เพื่อมิให้หลงหูหลงตา ในเรื่องนี้นักจิตวิทยาได้มีการคิดค้นและพัฒนาวิธีการทดสอบที่จะช่วยตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ ได้มากขึ้นแล้ว วิธีการทดสอบก็เพื่อจะค้นหาปัจจัยทางด้านบุคคล เช่น ความสามารถในการมองเห็นที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในขณะทำงาน นอกจากนี้ก็อาจจะมีการตรวจสอบในสิ่งอื่น ๆ ในขั้น ของการคัดเลือกและบรรจุนี้ คือการตรวจดูความมั่นคงทางอารมณ์และการทดสอบบุคลิกภาพ การวัดความสามารถความสมดุลย์ในการประสานใช้กล้ามเนื้อ การวัดความสามารถในการมอง

ข. การลดอุบัติเหตุอันเนื่องจากการกระทำโดยวิธีการอบรม ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวข้องกับการอบรมให้รู้จักระเบียบวิธีปฏิบัติและจุดที่จะต้องระวังเพื่อป้องกันมิให้เกิดภัย เพราะมีการวิเคราะห์ที่เห็นได้ชัด ที่จะเข้าใจและหลีกเลี่ยงหรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้

 

ค. การลดการกระทำที่ไม่ปลอดภัยโดยวิธีการชักจูงใจและการทำการประชา สัมพันธ์ องค์การส่วนมากมักจะมีโครงการจัดรณรงค์เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของระบบความปลอดภัย ซึ่งอาจจะทำในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น การต้องปฏิบัติในกรณีมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้น การใช้โปสเตอร์ และเครื่องขยายเสียง

ง. การลดความไม่ปลอดภัยเนื่องจากการกระทำโดยการสนับสนุนของฝ่ายบริหาร นั่นคือ ความปลอดภัยจะได้รับความสำเร็จเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความผูกพันของฝ่ายบริหาร ที่จะต้องเห็นถึงความสำคัญเหล่านี้ และให้การสนับสนุนอย่างจริงใจ

Posted in Uncategorized - Tagged การป้องกันอุบัติเหตุจากงาน, วิธีป้องกันอุบัติเหตุในงานที่ทำ, อุบัติเหตุในที่ทำงาน

สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับงาน

Feb13
2012
Written by author

นอกจากสภาพที่ไม่ปลอดภัย และการกระทำที่ไม่ถูกต้องของพนักงานแล้ว ผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยยังได้ชี้ให้เห็นว่า อุบัติเหตุ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นยังมีสาเหตุมาจาก ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานดังต่อไปนี้ คือ

ก. ขึ้นกับงานนั้น ๆ (The job itself) กล่าวคือ งานบางชนิดที่ทำอาจมีอันตรายมากกว่าชนิดอื่น ๆ เช่น พนักงานขับรถยกต่าง ๆ ย่อมจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่าหัวหน้าคนงานที่คุมงานทั่วไป ทำนองเดียวกันพนักงานที่ทำงานด้านบัญชีหรือธุรการในฝ่ายบริหารบุคคล ก็ย่อมจะมีอุบัติเหตุ น้อยกว่าพนักงานในแผนกจัดส่งของและแผนกการผลิตเป็นอันมาก

ข. ขึ้นกับกำหนดเวลาการทำงาน (Work Achedules) กล่าวคือ ในช่วงที่งานรีบเร่ง เช่น ในตอนเย็นก่อนเลิกงาน อุบัติเหตุมักจะมีมากกว่า 5 ชั่วโมงแรกของการทำงาน ซึ่งหลังจากนั้น อัตราอุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นได้มาก เพราะได้เกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และก็มีส่วนจริงที่ในเวลาทำงานในผลัดกลางคืนอุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นได้มากกว่า

ค. ขึ้นอยู่กกับลักษณะสภาพทางจิตวิทยา (Psychological Climate) ของที่ทำงาน เช่น ได้มีการค้นพบว่าอุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นได้ง่ายในที่ซึ่งพนักงานไม่มีความสบายใจ เช่น ในที่ที่มีการปลดคนออกตามฤดูกาล และที่ซึ่งมีการใช้วิธีข่มขู่พนักงาน หรือที่ซึ่งสภาพความเป็นอยู่ของพนักงานจัดไว้เลวมาก

นอกจากนี้ ในที่ซึ่งมีปัจจัยด้านภาวะบีบคั้น เช่น ในที่มีอุณหภูมิสูง หรือที่ซึ่งมีแสงสว่างไม่เพียงพอ หรือในที่ทำงานที่แออัดเหล่านี้ล้วนแต่มีผลกระทบทำให้อัตราอุบัติเหตุสูงได้เสมอ

Posted in Uncategorized - Tagged สาเหตุของอุบัติเหตุ, อุบัติเหตุ, อุบัติเหตุในที่ทำงาน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

Feb13
2012
Written by author

ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมี 3 ประการ คือ

ก. ขึ้นอยู่กับโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มากน้อย

ข. ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย

ค. ขึ้นอยู่กับการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่ปลอดภัย

ซึ่งใน3กรณีนี้ ถ้าจะกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ การจัดเป็น 2 กลุ่ม สภาพที่ไม่ปลอดภัย (Un safe Conditions) และ การกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts) สำหรับ “สภาพที่ไม่ปลอดภัย” นั้น ส่วนใหญ่อุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นจากการมิได้มีการจัดเครื่องจักรไว้อย่างถูกต้อง ไม่มีเครื่องป้องกันด้านความปลอดภัยของเครื่องจักรที่กำลังเคลื่อนไหว รวมทั้งการจัดวางสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่เป็นระเบียบถูกต้องตามวิธีการ ทำนองเดียวกันกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากงานนั้นเอง นั่นคือ เกี่ยวกับตัวของงานที่ไม่ปลอดภัย หรือตารางทำงานเป็นสาเหตุ และบรรยากาศทางด้านจิตวิทยาที่เกี่ยวกับสถานที่ทำงานไม่เหมาะสม

ส่วนกรณีของ “การกระทำที่ไม่ถูกต้อง” นั้น เช่น กรณีของการไม่สวมใส่หรือใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เพื่อสำหรับการป้องกันต่าง ๆ ซึ่งการกระทำเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับลักษณะนิสัย ของแต่ละคนของพนักงาน ซึ่งน่าที่จะสังเกตและตรวจสอบเห็นได้ก่อนว่า อาจจะเป็นตัวโอกาสที่สร้างปัญหาอุบัติเหตุขึ้นได้ เช่น เป็นคนเลินเล่อที่ไม่เหมาะสมกับงานบางอย่างที่ต้องการคนรอบคอบ หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมทางด้านร่างกาย เช่น การใช้สายตาสำหรับกรณีของคนขับรถ เป็นต้น

Posted in Uncategorized - Tagged ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ, อุบัติเหตุ, อุบัติเหตุในที่ทำงาน
← Older Entries

Recent Posts

  • ความสำคัญของการบริหารงานบุคคลในอนาคต
  • หลักวิธีในการทำประเมินผลหน้าที่การงาน
  • วิธีการประเมินผลกระบวนการพนักงาน
  • การควบคุมประสิทธิภาพงานด้านการบริหารบุคคล
  • วิธีการดำเนินการทางวินัยกับพนักงาน

Tags

การคัดเลือกพนักงาน การจัดการ การจ่ายค่าตอบแทน การจ่ายผลตอบแทน การทดสอบพนักงาน การบริหารงาน การบริหารงานบุคคล การบริหารงานบุคคลเป็นกระบวนการในการบริหาร การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน การประเมินผลงาน การฝึกอบรม การฝึกอบรมพนักงาน การพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานอาชีพของแต่ละบุคคล การสรรหาบุคคลเข้าปฏิบัติงาน ขั้นต่าง ๆ ของการวิเคราะห์งาน ความรับผิดชอบในการวิเคราะห์งาน ความสำคัญของการจ่ายค่าตอบแทนที่มีต่อพนักงาน ความสำคัญของการฝึกอบรม คัดเลือกพนักงาน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนแบบจูงใจ งาน งานอาชีพ ปฐมนิเทศ ปฐมนิเทศพนักงาน ปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ผลงาน ผลตอบแทน ผลตอบแทนแบบจูงใจ พนักงาน พนักงานใหม่ มนุษยสัมพันธ์ ระบบการบริหารงานบุคคล วัตถุประสงค์ของการพัฒนาการจัดการ วิธีการสรรหาบุคคลในประเทศที่พัฒนา วิวัฒนาการของการบริหารงานบุคคล สวัสดิการ สัมภาษณ์พนักงานใหม่ สาเหตุที่ทำให้ผู้บริหารล้าสมัยในการพัฒนาองค์การ หลักเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่ง อบรมพนักงาน อุบัติเหตุในที่ทำงาน เงินเดือน แนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าจ้างและเงินเดือน

EvoLve theme by Theme4Press  •  Powered by WordPress ข้อมูลความรู้ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ งานฝ่ายบุคคล HR HRM